เรื่องขี้ ๆ (ขี้ยาง) ส่วนต่างราคายางที่ต้องแลกด้วยเลือด

วันนี้ต้องอดทนอ่านกันยาว ๆ กันนิดนึงนะครับ   ที่ปกติผมจะเขียนไม่เกิน 20 บรรทัดเพื่อความบันเทิง  แต่วันนี้ขอแบบเครียด ๆ นิดหน่อย

ที่วัยทีน  ก่อนวัยรุ่นของผม   ตรงกับช่วงปี  2519-2526  ผมใช้ชีวิตอยู่ในห้องแถว  อยู่ในหน่วยงานวิจัยยาง(พารา) แห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรฯ   ทางภาคใต้  ที่ทุก ๆ วันเสาร์ อาทิตย์  ผมจะต้องเดินเข้าสวนยางที่ห่างออกไปจากห้องแถวซักประมาณ  3 กิโลเมตร  ที่ถือว่าไกลมากสำหรับเด็ก ๆ  วันไหนโชคดีหน่อย  หากไม่ต้องบรรทุกข้าวของมากมายนัก  ก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์กันไป

และทุก ๆ วันที่ต้องเดินทางไปรอรถไปโรงเรียน  ผมก็จะต้องเดินผ่านแปลงทดลองยาง  ชนิดพันธ์ต่าง ๆ กัน  วัยต่าง ๆ กัน   ทั้งเห็นคนงานกรีดยาง  เก็บยาง ขนยาง  ไปส่งที่โรงทำยาง  โรงรมควันยาง   กระทั่งเคยตามไปดูการก่อสร้างโรงรมควันยาง

ในสวนยางในวัยนั้น  กับการถากถาง (ไม่ใช่แนะแหน)  ตัดกิ่งแขนงวัชพืช  หวดหญ้าคา  เดือนแล้ว เดือนเล่า  ปีแล้วปีเล่า   กว่าหญ้าคามันจะค่อย ๆ ตาย  ครั้นต่อมาไม่ไหวก็ต้องจัดการมันด้วยยาพิษ  กรัมม๊อกโซน   ยาฆ่าหญ้า (ที่บ่อยครั้ง  ชาวสวนก็ใช้บริโภค  สำหรับการฆ่าตัวตาย  ประชดชีวิตที่ย่ำแย่  ไม่ใช่ขาดทุนสวนยาง  แต่เพราะปัญหาสารพัดในครอบครัว)

ผมต้องปกปักษ์รักษา  ไอ้ต้นไม้ยางชำถุง  ตั้งแต่ขนาดนิ้วก้อย  จนกระทั่งมันโตเท่าลำขาท่อนบน

ผมเข้าใจว่าทำอะไรอยู่   ก็สวนยางนั่นแหละ  และรู้ว่าพอมันโตแล้วจะเป็นอะไร  จะได้อะไร   แต่นั่นแหละ  6 – 7 ปี  จึงจะได้รับผลจากสวนยางหนึ่งแปลง ผมก็ได้การฝึกสมาธิมากับการทำสวนยางนี่แหละ  ทำไปคิดไป  ทำให้เราเป็นคนดีได้ไม่ยาก  ดีที่จะแยกแยะได้ว่า   ควรทำและไม่ควรทำอะไร

ยากมากครับสำหรับการเริ่มต้นการลงทุนแปลงแรกของชาวสวนยาง  ที่มีแต่เงินไหลออก  ไม่มีเงินไหลเข้า ยิ่งถ้าหากว่าต้องไปซื้อหาที่ดินมา  ชาวบ้านสมัยก่อนอาจจะไม่มีปัญหาเพราะได้ที่ดินมรดกตกทอดกันมา

โชคดีอยู่บ้างที่พ่อผม  ท่านเป็นหัวหน้าช่างก่อสร้าง  เงินเดือนก็พอมีได้ผ่อน  ตู้เย็น  พัดลม  ทีวี   ประมาณว่าปีละชิ้น  ที่เลิกงานยามเย็นท่านก็จะแวะไปหวดหญ้าออกกำลังกาย  ท่าเดียวกันกับการไดรฟ์กอลฟ์ยังงัยยังงั้น   ผมก็เลยจับไม้ตีกอลฟ์ได้เลย  โดยไม่ต้องซ้อมมากเหมือนคนอื่น ๆ

ไม่ได้จะมาเล่าการปลูกยางกรีดยางนะครับ   หรือตีกอลฟ์นะครับ แต่ขอมาร่วมสมัยกับเทศกาลประท้วงราคายางกันหน่อย  ที่ชาวบ้านจะขอให้ปรับราคาจาก 82  บาทไปเป็น  120 บาทที่ทำท่าว่าจะยอมลดลงมา  107  บาท

โดยที่อีกฝ่ายหนึ่ง  คือรัฐบาลยังคยืนยันกันท่ากันว่าที่    97 บาท

ก็อาจจะเป็นที่สงสัยของคนเมืองว่า  ชาวบ้านจะอะไรกันนักกันหา    ก็อีแค่กรีดยางได้น้ำยาง  แล้วขายก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร  ตามที่ท่านผู้นำประเทศไทยแห่งนี้ได้แถลงไว้อย่างน่าชื่นชม   สั้น ๆ เธอโง่จริง ๆ ครับ  ข้าวเจ๊งแล้วยางจะมาเจ๊งอีก

วันนี้ก็อาสาเป็นปากเสียงให้ชาวบ้านว่าด้วยราคายางที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจนะครับ

คำถามสั้น ๆ วันนี้คือ  ราคายางควรจะเป็นอย่างไร   ที่ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้  หรือจะให้ผิดเพี้ยนประชานิยมกันไปจนล่มจมเหมือนข้าวไทย

แน่นอนครับ  การปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกตลาดก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด   แต่ต้องแน่ใจว่าภาระเรื่องต้นทุนมันแปรผันตามตลาดด้วยเช่นกัน

เรื่องจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ  ต้นทุนไม่ได้ลดลง  ค่ากินอยู่ไม่ได้ลดลงตามราคายาง  ไม่ว่าจะราคาแกซก้อน  ราคามีดกรีดยาง  ราคาปุ๋ย  ที่ชาวบ้านโดนเอาเปรียบทั้งนั้น  โดนเอาเปรียบที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง    ไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไร  พ่อค้าคนกลางร่ำรวยเสมอ  ชาวบ้านยิ้มได้ไม่เกินสองวัน  คือวันขายยางและวันลุ้นหวยออก   ที่เหลือหน้าแห้ง

ผมเห็นราคายางมาตั้งแต่ราคาเท่ากับน้ำตาลทราย 1 กิโล  หรือน้ำมัน 1 ลิตร  มันเท่ากันเป๊ะมาหลายปีมาก ๆ คือ 13 บาท  เท่ากัน  และหลังจากนั้นที่ผมไปศึกษาต่อในต่างจังหวัดผมก็ไม่ได้ตามราคายางอย่างใกล้ชิด  แต่ก็ประมาณ  25  ถึง 30  บาทไม่เคยเกิน  40บาท   กระทั่งมาสมัยหนึ่งราคายางสูงขั้นมาก  และมาจำได้อีกครั้งในสมัยเมื่อไม่กี่ปีมานี่เองที่ราคายางสูงกว่า  100  บาท และสูงสุดที่ปี  174 บาทต่อกิโลกรัม (ยางรมควันชั้น 3) เมื่อ  กพ 2554

และหลังจากนั้น  เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ  ก็ได้ทยอยบูรณาการทำร้ายบ้านเมืองทีละภาคส่วน  อาทิ  แกงถุง  ไข่  มาถึงการทำร้ายปั่นป่นอุตสาหกรรมรถยนต์  อสังหาฯ  กินน้ำ  ปัญหายาในข้าวสาร   ราคาแกสก็กำลังจะขึ้น   และมาถึงยาง  ที่เป็นอาชีพของคนประมาณ 15%  ของประเทศ  เป็นของคนใต้ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคฯ นี้ขึ้นมา   และก็คนใตนั่นแหละที่แห่กันไปซื้อที่ดินในภาคอื่น ๆ ด้วยหวังจะร่ำรวย   เพราะราคาที่ดินในภาคอื่น ๆ มันถูกกว่า  ที่ผมจะพูดถึงส่วนนี้อีกทีว่าอย่างไร

วันนี้ผมขอเอาผลการศึกษาวิจัยของ สศก   หรือสำนักงานเศรษฐกิจการยาง   ที่ผมได้อ่านทบทวนแล้วมั่นใจได้ว่ามีความสมเหตุสมผลดีทีเดียว   การศึกษาเป็นของปี  2549-2551    ราคาที่ดินประมาณ 60000  บาทต่อไร่   และศึกษางว่าขนาดสวนยางเฉลี่ยประมาณ  14  ไร่ต่อครอบครัว   ราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ก็เป็นของปีนั้น ๆ   ที่ปีนั้นราคายางควรจะอยู่ที่ประมาณ 70.23   ต่อกิโลกรัม   จากการศึกษานี้พบว่าตลอดรอบอายุต้นยาง 22  ปี  จะทำให้ชาวบ้านมีเงินเหลือแบบปัจจุบันสุทธิตามหลักการทางวิชาการเงินการธนาคาร  เมื่อคำนวณคิดลดทอนดอกเบี้ยตามเรื่องตามราวแล้วจะเป็นเงินปัจจุบันสุทธิ   138298  บาท (จาก 22 ปี)  เท่านั้นเอง

ขณะที่รายปีก็จะมีเงินในปีนั้น ๆ ประมาณ  120000    บาท  หรือประมาณเดือนละ 10000  บาท   หากครอบครัวนั้นมีการใช้จ่ายไม่มากนัก   มีลูกมีหลานไม่มากนัก  ก็พอจะส่งเสียให้ร่ำเรียนกันได้บ้าง

ตอนนั้นผมสังเกตได้ว่า   เราไม่ได้คิดเรื่องนี้มากนัก    รู้แต่ว่าใช้จ่ายอย่างประหยัด   เตรียมเงินไว้เป็นค่าปุ๋ยบ้าง  ค่าอุปกรณ์บ้าง   ค่าแรงถางหญ้าก็ไม่ต้องคิด  เพราะทำกันเอง  คงเหลือแต่การกรีด  ที่ต้องว่าจ้างผู้ชำนาญและพี่ชายผมอีกคนผู้ซึ่งเรียนป 1 ถึง 4 ปี   เพราะปัญหาทางสุขภาพ  จนสุดท้ายป 1 ก็ไม่จบ   เศร้ามาก   และผมยังติดค้างบุญคุณพี่แกมาจนทุกวันนี้   ไม่มีแก  ก็ไม่มีสวนยางมากมาย   ที่ทุกวันี้แกมีเงินเก็บจากสวนยางสมัยนั้นมากมายทีเดียว  แต่ช่วงนี้แย่หน่อย

น่าสนใจซิครับว่า  แล้วราคาของปีนี้น่าจะเป็นเท่าไหร่  แล้วปีต่อ ๆ ไป  เมื่อราคาค่าปุ๋ย  ค่าแรงมันปรับเพิ่มแล้วจะเป็นอย่างไร

สรุปได้ว่าราคาที่ชาวบ้านเรียกร้องนั้น  ไม่ได้เกินกว่าเหตุ    เข้าใจว่าชาวบ้านสมัยนี้ก็มีความรู้ความเข้าใจเหมือนกัน  เพราะมีลูกหลานทีการศึกษา  หรือมีนักวิชาการประจำสถานีวิจัย  หรือจะโดยประสบการณ์ก็แล้วแต่

ว่าแล้วผมก็ทำเป็นไฟล์  ให้ลองใช้งานกัน   ที่พร้อม ๆ กันนี้ก็ควรจะอ่านเอกสารงานวิจัยควบคู่ไปนะครับ   ก่อนการใช้งานต้องเปิด    แมคโคร  ให้ทำงาน  ก่อนนะครับ

ดาวน์โหลดไฟล์คำนวณราคายางพารา

ผลการศึกษาวิจัยจาก สศก  (ตามลิงก์ด้านล่าง ) ก็มีความสอดคล้องกับประสบการณ์ของผม   และ  ผมได้คำตอบว่า  คำขอของชาวบ้านในรอบนี้สมเหตุสมผลมาก  ทั้ง ๆ ที่ควรจะว่ากันที่ 130 -140 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำหากมีต้นทุนที่ดินราคาสุงกว่า

ลองเปรียบเทียบราคาสองปีนะครับ  ด้วยปัจจัยราคา  ค่าแรง  ปุ๋ย  ที่ได้จากการคำนวณ 

 

คราวนี้ก็ตารัฐบาลละครับ   อย่าได้คิดว่าชาวบ้านเขาโง่นะครับ   เขาไม่ยอมลดข้อต่อรอง  ไม่ใช่เพราะหัวแข็ง   แต่นั่นคือเหตุผล  และความเป็นคนตรงไปตรงมา

รัฐบาลจึงต้องเลือกว่าจะแลกส่วนต่างด้วยอะไร   เลือดหรือน้ำยาง   ที่ผมเชื่อว่าชาวบ้านเขาไม่ต้องการเช่นนั้น

น้ำตา  หยาดเหงื่อ  ยังไม่พอให้รัฐบาลเห็นใจเหรอครับ    ชาวบ้านเขารักสงบไม่อยากมีเรื่อง  เว้นเสียแต่เมื่อเลือดเข้าตา

และนี่คือ  ขี้ยาง  คือน้ำยางแข็งตัว  ที่ค้างติดถ้วยน้ำยางหลังจากการเก็บน้ำยางในวันปกติ   และมีมูลค่าจำนวนหนึ่งที่ต่ำกว่าราคายางแผ่นเล็กน้อย   เรื่อง  ขี้ยาง  จะเป็นเรื่องขี้ ๆ หรือไม่ก็อยู่ที่ความจริงใจของรัฐบาล

เครดิต/ก้าง ปลา ไอเดีย….. ต้นอ้อ สายลม by minนางฟ้า

 

 

งานวิจัยจาก สศก  ราคายางและผลตอบแทน ฯ 

ข้อมูลสถิติราคายาง

สถิติค่าแรงขั้นต่ำ

สถิติค่าแรงขั้นต่ำ

สถิติราคาปุ๋ย

สอบถามราคาปุ๋ย

ขอขอบคุณ  สศก  และหลากหลายแหล่งข้อมูล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>